3 สัญญาณ ที่ส่งผลต่อ ราคาทองคำ สิ่งที่นักลงทุนต้องรู้ !!

ในปี 2563 ราคาทองคำ ปรับขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ ที่ระดับ 2,075 เหรียญสหรัฐ ต่อ ออนซ์ เนื่องจาก เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ในช่วงที่สินทรัพย์ลงทุนอื่น ๆ ได้รับผลกระทบ จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยปัจจุบัน ทองคำก็ยังได้รับความนิยม เนื่องจาก เป็นสินทรัพย์ ที่มีความสามารถ ในการป้องกันความเสี่ยง ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ เช่น ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจหดตัว ไปจนถึง การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะทองคำ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเองอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้การลงทุนในทองคำสามารถกระจายความเสี่ยง ของพอร์ตการลงทุน และ ยังนำไปใช้สร้างผลกำไร หากจับจังหวะซื้อขายได้ถูกทาง

ไม่ว่าอย่างไร ทองคำ ก็มีความเสี่ยง สมควร ต้องกระทำการวิเคราะห์ ถึงปัจจัยที่มีผลต่อ ทิศทางราคาทองคำ โดยหลัก ๆ แล้ว ควรพิจารณาปัจจัยใน 3 สัญญาณ ดังนี้

 

สัญญาณระยะยาว

นักลงทุนควรพิจารณาราคาทองคำย้อนหลังในอดีตไปประมาณ 7-10 ปี เพื่อเห็นภาพทิศทางราคาทองคำที่แม่นยำมากขึ้น ตัวอย่างเช่น สถิติราคาทองคำ 7 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงต้นปี 2564 พบว่าราคาทองคำ (Gold Spot) มีระดับต่ำสุดของแต่ละปีสูงขึ้นเรื่อย ๆ (ภาษาในตลาดทองคำเรียกว่า การยกฐานราคาในระดับต่ำสุดขึ้น) ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้นักวิเคราะห์ทองคำทั่วโลกประเมินว่าทิศทางราคาทองคำยังเป็นขาขึ้นในระยะยาวค่อนข้างชัดเจน

โดย สภาทองคำ โลก ได้อธิบายถึง ปัจจัยที่ทำ ให้ทิศทาง ราคาทอง จะยังคงเป็นช่วงขาขึ้น ต่อไป นั่นคือ ใน ช่วงวิกฤติ COVID-19 ที่ผ่านมา ทองคำ เป็น สินทรัพย์ที่มีราคาผันผวนน้อย ขณะเดียวกันก็ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอ ประกอบกับนักลงทุนยังคงมองว่าการลงทุนในสินทรัพย์อื่นยังคงมีความเสี่ยงสูง ขณะที่ อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับต่ำและเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะชะลอตัว จึงทำให้กระแสเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความต้องการจากผู้บริโภคชาวจีนแลคำะอินเดีย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยบวกต่อทิศทางราคาทองคำทั้งสิ้น

สำหรับ นักลงทุน ที่ จะตัดสินใจจะลงทุน หรือ ว่าถือทอง อยู่แล้ว และ เน้นลงทุนระยะยาว ยังสามารถลงทุนและถือต่อไปได้ โดยพฤติกรรมการลงทุนทองคำในระยะยาวจะลงทุนตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป (มากกว่า 2 ไตรมาส) หรืออาจถือข้ามปี ซึ่งกลยุทธ์ในการลงทุน ก็คือ ทยอยซื้อในช่วงต้นปีหรือช่วงตรุษจีน จากนั้นให้ถือและรอจังหวะทยอยขายในช่วงปลายไตรมาส 3 หรือ ก่อนสิ้นปี นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มนักลงทุนทองคำที่ทยอยลงทุนไปเรื่อย ๆ และถือเป็นระยะเวลาหลายปีหรือสะสมเพื่อเป็นมรดก เพราะเชื่อว่าการถือทองคำเกิน 10 ปี จะมีแต่กำไร

สัญญาณระยะปานกลาง

นักลงทุน ควรไตร่ตรอง ราคา ทอง เป็นรายไตรมาส โดยสถิติในช่วง 3 ปีที่ให้หลัง พบว่าราคา ทอง มักปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดของปี ในช่วงไตรมาส 3 และราคาจะปรับลดลงเมื่อเข้าสู่ไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ของปีถัดไป เช่น ราคาปรับขึ้นไปที่ระดับ 2,075 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2563 หลังจากนั้นราคาเริ่มอ่อนตัวลง และล่าสุดไตรมาส 1 ปี 2564 ราคาทองคำอ่อนตัวลงสู่ระดับ 1,767 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดที่บริเวณ 1,676 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และเมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2 ราคาก็จะมีสัญญาณค่อย ๆ ปรับขึ้น โดยประเมินว่าในไตรมาส 3 ปีนี้ ราคาทองคำก็จะปรับขึ้นไปทำระดับสูงสุดของปีเหมือนภาพในอดีต

แม้มองจาก ปัจจัยพื้นฐานจะพบว่า ตอนต้นปี นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะ ฟื้น ตัวอย่างชัดเจนหลังจากวัคซีน COVID-19 มีประสิทธิภาพ จึงเห็นการปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ ถือเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อ่อนตัวลง

อย่างไรก็ตาม หลังจากการแพร่ระบาด COVID-19 รอบล่าสุด นักลงทุนประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะฟื้นตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับ มาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางต่าง ๆ ทั่วโลก จะไม่เปลี่ยนแปลงในช่วงครึ่งปีหลัง จึงเริ่มเห็นการเปลี่ยนทิศทางของราคาทองคำที่มีสัญญาณฟื้นตัวขึ้น จากแนวโน้มที่จะยังคงมีเม็ดเงินถูกอัดฉีดเข้ามาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น

สำหรับนักลงทุน ทอง ในระยะ ปานกลาง จะเน้นลงทุน เป็นรายเดือน และไม่เกิน 3 เดือน (1 ไตรมาส) โดยพยายามจับจังหวะการแกว่งตัวของราคาทองคำเพื่อหาจังหวะซื้อและขายเพื่อทำกำไร ซึ่งกลยุทธ์ในการลงทุน ก็คือ รอจังหวะลงทุนเมื่อเห็นราคาทองคำอ่อนตัวลง และรอขายทำกำไรเมื่อราคาเริ่มปรับขึ้น

สัญญาณระยะสั้น

นักลงทุนจะ พินิจพิจารณา ราคาทอง เป็นรายวัน ด้วยการพิจารณา ราคาทรัพย์สินอื่น ๆ ประกอบ เพื่อดูทองคำกับสินทรัพย์อื่น ๆ ว่ามีความเคลื่อนไหวด้านราคาอย่างไร โดยจะพิจารณาใน 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยที่ส่งผลไปในทิศทางตรงข้ามกับราคาทองคำ และปัจจัยที่ส่งผลไปในทิศทางเดียวกันกับราคาทองคำ

ตัวอย่าง ปัจจัยระยะสั้นที่ส่งผลไปในทิศทางตรงข้ามกับราคาทองคำ

1. ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา หากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้น ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวลดลง เนื่องจากตลาดหุ้นเป็นสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ราคาจึงเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม

2. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล จะพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 10 ปี ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินและตลาดทุนของสหรัฐฯ หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 10 ปีปรับขึ้น ส่วนใหญ่ค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย รวมทั้งนักลงทุนประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะเติบโตและอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ก็จะส่งผลให้ราคาทองคำปรับลดลง เนื่องจากทองคำไม่มีผลตอบแทนอยู่ในรูปของดอกเบี้ย ดังนั้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น การลงทุนในทองคำจึงถูกลดความน่าสนใจลง

3. ค่าเงินสกุล ดอลลาร์สหรัฐ จะมีความเกี่ยวข้อง ในเชิงลบ กับ ราคาทองคำโลก หรือคือ ถ้าหาก ค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลสำคัญของโลก เช่น เงินยูโร เงินเยน หรือพิจารณาจาก US Dollar Index ก็ได้เช่นกัน ราคาทองคำโลกจะสูงขึ้น เพราะราคาทองคำซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง ทองคำจะมีราคาถูกลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นที่นักลงทุนถือไว้ จึงสร้างแรงซื้อเข้ามาดันให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

ในปี 2563 ราคาทองคำ ปรับขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ ที่ระดับ 2,075 เหรียญสหรัฐ ต่อ ออนซ์ เนื่องจาก เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

ตัวอย่าง ปัจจัยระยะสั้นที่ส่งผลไปในทิศทางเดียวกันกับราคาทองคำ

1. สกุลเงิน ได้แก่ สกุล เงิน ยูโร เงิน ปอนด์ เงิน หยวน โดยหาก ค่าเงิน ทั้งสามสกุล นี้ปรับขึ้น ราคาทองคำจะปรับขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากสกุลเงินเหล่านี้จะไปกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง

2. ระดับราคาน้ำมัน เพราะว่า น้ำมัน ปรับตัวสูงมากขึ้น อย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้เกิดเงินเฟ้อได้ ในรูปแบบ ของ Cost Push Inflation ดังนั้น หากราคาน้ำมันสูงขึ้น ราคาทองคำก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ น้ำมันและทองคำยังอยู่ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่จะมีการปรับตัวขึ้นสอดคล้องกันในภาวะสงคราม หรือ มีความตึงเครียดระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น เวลาที่นักลงทุนในต่างประเทศซื้อขายน้ำมันก็จะซื้อขายทองคำด้วย

เพราะฉะนั้น นักลงทุนที่ลงทุน ทอง ในระยะสั้น ต้องติดตาม ข่าวสาร เป็น รายวัน       โดยเฉพาะ การประกาศตัวเลขที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ของ ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา รวมถึง ความเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ เพื่อ ประเมินทิศทางราคาทองคำในช่วงเวลานั้น

อาจมีคำถาม หรือ ปัญหา ว่าทองคำ เหมาะสม กับ การลงทุนในระยะสั้นหรือไม่ แต่ยังมีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่นิยมลงทุน โดยเฉพาะ ผู้ที่มีเงินเย็นและรับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูงก็จะเข้ามาซื้อและขายเมื่อเห็นว่าได้กำไร แต่หากซื้อแล้วตลาดไม่เป็นใจก็สามารถถือต่อไปได้

โดยในปัจจุบัน นอกจากการลงทุนในทองคำแท่ง และ ทองรูปพรรณ ที่นักลงทุนคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ยังมีทางเลือกลงทุนทองคำ ในรูปแบบอื่นที่น่าสนใจ และ สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เช่น การลงทุนทองคำในตลาดอนุพันธ์

สำหรับมือใหม่หัดเทรดฟิวเจอร์สหรือออปชัน แต่ ไม่รู้จะเริ่มต้นการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์อย่างไร รวมถึงการวางหลักประกัน กลยุทธ์การลงทุน และ ข้อควรระวังของการลงทุนในอนุพันธ์ เพื่อให้ได้กำไร ทั้งในภาวะตลาดขาขึ้น และ ขาลง

 

เล่นบาคาร่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *