ลิสต์หนังสนุกน่าดู

ลิสต์หนังสนุกน่าดูลิสต์หนังสนุกน่าดู

ลิสต์หนังสนุกน่าดู 

Cyborg She

หนังมีโปรแกรมเข้าฉายตอนปี 2008 ตอนนั้นเป็นยุคที่หนังโรแมนติคคอมเมดี้ของเกาหลีกำลังถึงยุคสร่างซาพอดี หลังจากที่ My Sassy Girl (2001) ของ จอนจีฮยอนเคยสร้างปรากฏการณ์ถล่มทลายโลกหนังรอมคอมของเอเชีย กระแส “ยัยตัวร้าย” ที่จอนจีฮยอนสร้างไว้ ได้กลายเปนมาตรฐานให้หนังรอมคอมยุคต่อๆมาตามไปด้วย หลังจากนั้นก็ยังไม่มีหนังเกาหลีหรือหนังเอเชียเรื่องไหน สามารถขึ้นแท่นมาเทียบกับ My Sassy Girl ได้แบบชัดเจนอีก จนกระทั่ง จอนจีฮยอนต้องกลับมาอีกครั้งในหนังแนวเดียวกับ My Sassy Girl ที่แจ้งเกิดให้เธอ นั่นคือ Windstuck ในปี 2004 ซึ่งการคัมแบ็คหนนี้ก็ค่อนข้างน่าผิดหวัง เพราะเธอยังไม่สามารถทำได้ดีกว่าที่เคยทำได้ใน My Sassy Girl เลย มาตรฐานจึงจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เสมอตตัวเท่านั้น

แต่นั่นก็เป็นการตอกย้ำเทรนด์หนังโรแมนติคคอมเมดี้ในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี นางเอกแก่นเซี้ยว เป็นยัยจอมดื้อเอาแต่ใจ พระเอกเป็นหนุ่มซื่อแสนดี มีหนังพลอตทำนองนี้ออกมามากมายจนผู้คนเริ่มเบื่อหน่าย กระทั่ง วันหนึ่งมีข่าวว่า จะมีหนังโรแมนติคเรื่องหนึ่ง ที่เป็นการรวมทุนกันของเกาหลีและญี่ปุ่น ในชื่อ Cyborg She (ยัยนี่น่ารักจัง) ซึ่งคราวนี้จะเป็นหนังโรแมนติคอมเมดี้จากญี่ปุ่นบ้าง หน้าหนังและพลอตเรื่อง ถือว่าท้าทายคนดูพอสมควร เพราะมันดูเหมือนจะใช้เทรนด์หนังเดิมๆ แบบ “ยัยตัวร้าย กับนายเจี๋ยมเจี้ยม” แต่เปลี่ยนจากคนเป็นหุ่นยนต์ กับหนุ่มซื่อบื้อคนหนึ่ง ในแบบญี่ปุ่นๆ แต่ดันกำกับโดยคนเกาหลี ซึ่งผกก.เกาหลีที่ว่านี่ก็คือ “กว๊ากแจยอง” ผู้กำกับ My Sassy Girl และ Windstuck นั่นเอง ซึ่งนี่เป็นผลงานที่ต้องบอกว่า สามารถเทียบเคียงกับงานชิ้นที่โด่งดังของเขาอย่าง My Sassy Girl ได้เลยจริงๆ เพราะ Cyborg She เล่าเรื่องด้วยแก่นของเรื่องแบบเดิมๆคือ นางเอกสดใส เอาแต่ใจ และพระเอกซื่อบื้อแสนดี แต่หนังนั้นไปไกลกว่าการเป็นแค่หนังโรแมนติครักหนุ่มสาวธรรมดา มันยังมีการตั้งคำถามถึง คุณค่าของความเป็นมนุษย์หรือหุ่นยนตร์ แม้แต่เรื่องความรักและการเสียสละ ส่งที่โดดเด่นอย่างมากในยุคนั้นคือ ฉากแผ่นดินไหวสุดอลังการ ที่เป็นฉากสำคัญของเรื่อง ด้วยเทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟฟิคสุดอลังการ หนังใส่รายละเอียดเรื่องโลกคู่ขนานและการย้อนเวลาลงมาในหนังได้อย่างลงตัว ในปีที่หนังเข้าฉาย หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันจะร้องไห้” นี่เป็นหนังรัก ระหว่าง มนุษย์และหุ่นยนตร์ ที่สนุกสนาน และทำให้แม้แต่ผู้ชายยังต้องน้ำตารื้น เป็นงานชิ้ยมาสเตอร์พีซของ กว๊ากแจยอง ที่สมควรแก่การยกไว้ในลิสต์หนังโรแมนติคคอมเดี้แห่งยุคของเอเชียเลยทีเดียว

Star Trek

เป็นหนังรีเมคและหนังภาคต่อไม่กี่เรื่องที่สร้างสรรค์ออกมาได้อย่างถึงใจ แฟนรุ่นเก่าดูแล้วอิน ส่วนคนดูรุ่นใหม่ดูแล้วก็ฟิน ถ้าถามว่าของดีมีอะไรบ้างก็ไล่ไปตั้งแต่พล็อตเข้มข้น, การเดินเรื่องที่เร้าใจและไต่ระดับความลุ้นอย่างออกรส, Effect เนี๊ยบละลานตา, ดนตรีถึงอารมณ์ และมุขตลกสอดที่แทรกลงมาแบบพอเหมาะ

สำหรับแฟน Star Trek อย่างผมแล้ว ดูหนังออนไลน์หนังสานต่อตำนานได้อย่างยอดเยี่ยม แน่นอนครับว่าหลายอย่างต่างไปจากต้นฉบับ แต่หนังก็สามารถบอกเล่าอธิบาย ผูกเรื่องโยงประเด็นจนทำให้ความเปลี่ยนแปลงทุกจุดดูสมเหตุผล เชื่อมกับ Story เดิมได้อย่างเนียน และที่อยากปรบมือดังๆ คือดาราที่คัดมานั้นใกล้เคียงคาแรคเตอร์ชุดเก่ามาก ดูแล้วยอมรับได้เต็มที่ว่าพวกเขาเหล่านี้คือลูกเรือเอนเตอร์ไพรส์ขนานแท้และดั้งเดิม

What Dreams May Come

โรบิน วิลเลี่ยมส์ เป็นนักแสดงในดวงใจของใครหลายๆคน และถ้าพูดถึงผลงานของฮี หลายคนจะนึกถึงเรื่องนี้ What Dreams May Come พลังรักข้ามขอบฟ้า ตามรักถึงสวรรค์ (ป๊าดด ชื่อไทยนี่ นึกว่าโปเยโปโลเย)

เรื่องราวของครอบครัวที่อบอุ่นมีลูกวัยรุ่นสองคน ทุกๆเช้าแม่จะเป็นคนขับรถไปส่ง ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี จนกระทั่ง ลูกชายและลูกสาวประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่ ภายหลังพระเอกถูกรถชนเสียชีวิตอีกคน ทำให้นางเอกโทษว่าทุกอย่างเป็นความผิดตัวเอง สุดท้ายก็ฆ่าตัวตาย ในขณะที่พระเอกและลูกๆ อยู่บนสววรค์ แต่คนฆ่าตัวตายถือเป็นบาปอย่างหนึ่ง แน่นอนนางเอกตกนรก ด้วยความรักเมีย พระเอกจึงพยายามเสี่ยงลงไปนรก เพื่อตามหาภรรยาของเค้าและพากลับมาสวรรค์ด้วยกัน สุดท้ายจะช่วยได้สำเร็จหรือไม่ต้องลองหามาดู

นี่คือหนังดีอีกเรื่องที่แนะนำ นอกจากซาบซึ้ง ประทับใจในเพลงเพราะและ ภาพที่โคตรสวยสมกับที่ได้ออสการ์เทคนิคพิเศษด้านภาพในปีนั้นแล้ว ยังสอนอะไรเราได้มากมาย หนังเหมาะกับคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ เชื่อในเรื่องของ บาปบุญ นรกสววรค์อีกด้วย ทุกสิ่งใน โลกล้วนอนิจจังเกิดขึ้นได้ ก็ต้องมีดับไป ไม่มีอะไรยั่งยืน ไม่ว่าจะดีใจหรือเศร้าโศกฟูมฟายแค่ไหน ไม่ช้าอารมณ์นั้นจะจบ และผ่านไป แต่สิ่งที่ยังอยู่กับตัวเราก็คือปัจจุบัน เมื่อวันใดวันหนึ่งที่เราเจอเรื่องร้ายๆเกิดขึ้น ต่อให้ร้ายแรงแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่เชื่อว่ายังมี นั่นคือ “ศรัทธา” และ “ความรัก ”

Juno

ในขณะที่การตั้งท้องมันคือการถือกำเนิดของชีวิต แต่ในขณะเดียวกันถ้าหากมันมาในเวลาที่ไม่เหมาะสมมันก็อาจจะหมายถึงจุดจบของชีวิตใครบางคนเช่นกัน และถ้าเหตุการณ์นี่มันดันเกิดขึ้นกับตัวเราในเวลาที่ไม่พร้อมล่ะเราจะทำยังไง?

JUNO คือหนึ่งในหนังที่หยิบยกเอาประเด็นเรื่องการท้องในวัยเรียนมาเล่าได้โดดเด่นเกินหน้าเกินตาหนังแนวเดียวกันไปมาก คือแม้ด้วยหน้าหนังมันจะถูกมองว่ามุ่งเน้นไปที่ปัญหาเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนแต่อันที่จริงแล้ว JUNO มันคือหนัง Coming of Age ที่แฝงนัยมาได้อย่างแนบเนียนและเลอค่าสมรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยียมออสการ์ปีนั้นจริงๆ

เค้าว่ากันว่าวัยรุ่นคือวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ บางคนอาจจะถึงจุดเลี้ยวเร็วหรือช้าไม่เท่ากัน แต่เมื่อวันหนึ่งจุดเลี้ยวนั้นดันถูกผลักดันให้เข้ามาหาเราเร็วขึ้นด้วยทารกตัวน้อยๆ สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือเราจะแปลงสถานะจากเด็กไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ในชั่วอึดใจเดียว

สิ่งที่ JUNO ทำเพื่อรับมือกับการต้องเป็นผู้ใหญ่ก็คือเธอพยายามจะเป็นผู้ใหญ่จริงๆให้ได้ จากการแสดงออกที่เห็นเด่นชัดไม่ว่าจะเป็นการพูดการจา การตัดสินใจจะแก้ปัญหาด้วยตนเอง ท่าทางมั่นอกมั่นใจ ไม่ยี่หระต่อปัญหาตรงหน้า จนบ่อยครั้งเธอก็คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ไปแล้วจริงๆ

แต่ในขณะที่ท้องของเธอโตขึ้นเรื่อยๆ เธอกลับพบว่าในความเป็นผู้ใหญ่ที่เธอพยายามจะเป็นให้ได้นั้นมันช่างซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของความรักที่ “ทำไมคนเราถึงรักกันและอยู่ด้วยกันตลอดไปไม่ได้” อย่างคนที่ครองคู่กันในแบบที่เธอคิดฝันไว้มาตลอด และตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่อุ้มท้องมันก็ทำให้ JUNO ตระหนักได้ในที่สุดว่าการฝืนทำอะไรที่ไม่ใช่มันช่างไม่เข้าท่า สู้ปล่อยให้มันเป็นไป ค่อยๆเรียนรู้ผ่านประสบการณ์และจนกว่าจะถึงวันที่เธอ “โตแล้ว” จริงๆเธอก็น่าจะรู้เองในวันนั้นว่าคำตอบของความสัมพันธ์ซับซ้อนที่เธอตามหาน่ะมันคืออะไรกันแน่

Face/Off

หนังแอคชั่น-ระทึกขวัญว่าด้วยเรื่องราวการหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างนายตำรวจมือพระกาฬ ฌอร์น อาร์เชอร์(จอห์น ทราโวลต้า)และเจ้าพ่อมาเฟียโรคจิต แคสเตอร์ ทรอย(นิโคลัส เคจ) เป็นเวลานานที่ฌอร์นตามล่าตัวแคสเตอร์ ด้วยเพราะเจ้านี่คืออาชญากรตัวเอ้และยังเป็นคนลอบสังหารลูกชายของเขา

จากเหตุผลทั้งเรื่องหน้าที่และเรื่องส่วนตัวนี่เองทำให้การไล่ล่ากันครั้งล่าสุดฌอร์นวางกำลังล้อมจับแคสเตอร์ได้เป็นผลสำเร็จและจบลงที่แคสเตอร์นอนโคม่า แต่คดียังปิดไม่ได้เนื่องจากยังมีเหตุบางประการ ฌอร์นและเพื่อนตำรวจไม่กี่คนจึงวางแผนการณ์ล้วงความลับของแคสเตอร์ด้วยการสลับใบหน้าของแคสเตอร์มาใส่ใบหน้าาของเขา ในระหว่างนั้นเองแคสเตอร์กลับฟื้นขึ้นมาและซ้อนแผนด้วยการเอาใบหน้าของฌอร์นมาใส่ให้ตัวเองบ้าง เมื่อชีวิตโดนขโมยทำให้ฌอร์นในสภาพของแคสเตอร์ต้องหาทางทวงคืนชีวิตของตัวเองและตามไล่ล่าแคสเตอร์ตัวจริงที่กำลังสนุกสนานกับการสวมรอยเป็นเขาอยู่ในตอนนี้

ด้วยพล็อตเรื่องที่ผูกเรื่องราวได้น่าติดตามและประเด็นดราม่าของตัวละครที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างเข้มข้นผ่านการแสดงของเคสและทราโวลต้า ทั้ง 2 สามารถถ่ายทอดบุคลิกตัวละครของตัวเองและสลับกันเป็นอีกฝ่ายได้อย่างน่าทึ่ง เคสได้เล่นเป็นไอ้โรคจิตก็จิตแตกแบบสุดๆ แต่พอมาเป็นคนดีก็ดีจนน่าสงสาร ส่วนทราโวลต้าก็ดูเป็นคนดีอยู่แล้ว พอสลับเป็นตัวร้ายก็ร้ายได้ใจ อีกทั้งฉากแอคชั่นในเรื่องก็ทำออกมาได้ดีมากและไม่ได้ยัดเยียดการสาดกระสุนมากเกินไปจนดูเฟ้อ แต่เราจะได้เห็นการออกแบบคิวบู๊และท่าทางการเคลื่อนไหวของตัวละครที่ดูมีศิลปะและรับรู้ได้ว่ามันผ่านการคิดมาแล้ว จากองค์ประกอบทั้งหมดที่ว่ามาทำให้คอหนังแอคชั่นกี่รุ่นต่อกี่รุ่นก็ไม่ควรที่จะพลาดดูหนังเรื่องนี้ด้วยประการทั้งปวง

The Ring

จากนวนิยายสุดสะพรึงที่ผสมผสานเรื่องผีๆเข้ากับวิทยาศาสตร์ได้อย่างน่าทึ่งของซูซุกิ โคจิ สู่การเป็นมินิซีรีส์ฮิตทางทีวี และภาพยนตร์เขย่าขวัญระดับตำนานของญี่ปุ่น จนมาถึงมือฮอลลีวู้ดนำมารีเมค โดยผู้กำกับ กอว์ เวอร์บินสกี้ เรื่องราวหลอนของคำสาปที่บันทึกลงสู่ม้วนวีดีโอ ความแค้น ความเกลียดชังโลกมนุษย์

ซึ่งหากใครได้ดูสิ่งที่ปรากฏในวีดีโอม้วนนั้นจะต้องมีอันเป็นไปภายในเจ็ดวัน กับเอกลักษณ์ผีสาวผมยาวคลานออกจากทีวี การตีความใหม่ครั้งนี้ ให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยม แม้จะหลอนน้อยกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับ แต่ก็มีภาพรวมที่เป็นความบันเทิง ลงตัว ดูง่าย และคล้ายคลึงกับตัวนวนิยายมากกว่า ความโดดเด่นของเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดอยู่ที่พลังดาราของนางเอกนาโอมิ วัตต์ส รวมไปถึงงานโปรดักชั่น โดยเฉพาะการกำกับภาพ และเทคนิคพิเศษ ซึ่งทำได้อย่างสวยงาม สมจริง เมื่อรวมเข้ากับบทภาพยนตร์ที่แปลงจากเรื่องราวคุ้นเคยให้สากลมากขึ้น ทำให้ The Ring ฉบับฮอลลีวู้ด น่าจะเป็นหนึ่งในงานรีเมคหนังสยองขวัญเอเชียที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยมีมา

Road to Perdition

เป็นพ่อคนไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งสำหรับ ไมเคิล ซัลลิแวน(ทอม แฮงค์) มือปืนคนสนิทของ จอห์น รูนีย์(พอล นิวแมน) มาเฟียคนสำคัญ ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของเขาและลูก ดูเหินห่างกันมากขึ้น
จนกระทั่งวันหนึ่งเคราะห์ซ้ำกรรมซัดทำให้เขาถูกไล่ล่า จนทำให้เขาต้องระหกระเหินไปกับลูกชาย ระหว่างนั้นจึงเป็นเวลาให้เขากับลูกฟื้นฟูความสัมพันธ์ พร้อมกับหนีการตามล่าไปด้วย Road To Perdition เป็นอีกหนังพีเรียดของ แซม เมนเดส(Skyfall,American Beauty) ที่ยอดเยี่ยมในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านภาพ ที่ดูเป็นนัวร์แบบอ่อนๆ การแสดงของทอม แฮงค์ ในบทคุณพ่อมือปืน ที่ทำให้จุดที่เข้มข้น เข้มหนักขึ้น และจุดที่ผ่อน ทอม แฮงค์ก็เล่นได้ ขบขันและอบอุ่น ส่วนเนื้อเรื่องที่มีจุดชวนระทึกอยู่ไม่มาก แต่ แต่ละซีนผกก.ดึงอารมณ์ได้อยู่หมัด โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์กลางสายฝน Risen – กำเนิดใหม่แห่งศรัทธา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *